เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมาย

เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ของประเทศไทย
แผนการดำเนินงานของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 * (ค.ศ. 2050)
แนวทางสากลภายใต้ Paris Agreement ที่มุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ บริษัทจะจัดทำ แผน Decarbonization Roadmap เพื่อรองรับเป้าหมายดังกล่าว พร้อมกำหนดกลยุทธ์และมาตรการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

*การปรับปรุงเป้าหมาย Net Zero

เป้าหมาย Net Zero Emissions ที่เปิดเผยในแบบ 56-1 One Report ประจำปี 2568 ระบุปีเป้าหมายไว้ที่ พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยตามกรอบการรายงาน ณ รอบระยะเวลาการจัดทำรายงานดังกล่าว ภายหลังการเผยแพร่รายงาน คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการปรับปรุงเป้าหมาย Net Zero Emissions ของบริษัท โดยเลื่อนปีเป้าหมายขึ้นมาเป็น พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ และยกระดับความมุ่งมั่นของบริษัทในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำ บริษัทจะทยอยปรับปรุงแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาตรการด้านพลังงานสะอาด ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง และ การเปิดเผยข้อมูลบนเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ดังกล่าว โดยจะสะท้อนการปรับปรุงเป้าหมายนี้อย่างเป็นทางการในแบบ 56-1 One Report ประจำปี 2569

ผลการดำเนินงานในปี 2568

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้รวม (Carbon Intensity by Revenue) ในปี 2568 ลดลง
ร้อยละ 7.5
เทียบกับปีก่อน
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้รวม (Carbon Intensity by Revenue) ในปี 2568 ลดลง
ร้อยละ 13.5
เทียบกับปีฐาน 2565
สะท้อนผลของมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

ภายใต้ความท้าทายดังกล่าว บริษัทเล็งเห็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพสู่รูปแบบ "Smart and Green Hospital" เพื่อมุ่งสู่การเป็นสถานพยาบาลที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนควบคู่กัน

นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ
บูรณาการบริการดูแลสุขภาพกายและใจแบบครบวงจร (Holistic Wellness) เข้ากับการออกแบบพื้นที่ภายในโรงพยาบาลที่เอื้อต่อการเยียวยา (Healing Environment) โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยสารมลพิษ
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
พัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการจัดการขยะทางการแพทย์และน้ำเสียด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ขององค์กร
ความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน
สนับสนุนและร่วมมือกับคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานในการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3)

บริษัทได้กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท (Outside-in) อาทิ ความเสี่ยงด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ความต่อเนื่องในการให้บริการ และต้นทุนจากกฎระเบียบคาร์บอน ควบคู่กับ การจัดการผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Inside-out) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุม Scope 1, 2 และ 3 ตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ

บริษัทเชื่อมั่นว่าการมีสุขภาพที่ดีของประชาชนเริ่มต้นจากระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน จึงบูรณาการแนวคิด “Low Carbon Healthcare” เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอองค์กร โดยมิได้มองการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเพียงความรับผิดชอบด้าน ESG หากแต่เป็น “พันธกิจเชิงกลยุทธ์” ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการธำรงอยู่ของสังคม ความมั่นคงด้านสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

บริษัทมุ่งก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลที่เติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ จึงได้นำกรอบของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) และ IFRS S2 มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์เชิงสถานการณ์ (Scenario Analysis) การประเมินความเสี่ยงและแสวงหาโอกาส การกำหนดกลยุทธ์ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศอย่างโปร่งใส โดยเชื่อมโยงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับมิติทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปตามมาตรฐานสากล

การบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ

บริษัทได้บูรณาการประเด็นความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) โดยมีขั้นตอนดังนี้

การระบุความเสี่ยง
คณะทำงานบริหารความเสี่ยงร่วมกับคณะทำงานพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ โดยครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks)
การประเมินความเสี่ยง
ประเมินระดับความเสี่ยงโดยพิจารณาจากโอกาสที่จะเกิดขึ้น (Likelihood) และความรุนแรงของผลกระทบ (Impact) ต่อธุรกิจและฐานะทางการเงิน โดยจำแนกตามระยะเวลา (สั้น กลาง ยาว)
การจัดลำดับความสำคัญ
จัดลำดับความเสี่ยงตามระดับความรุนแรง เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม
การกำหนดมาตรการบริหารจัดการ
กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงสำหรับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ พร้อมทั้งกำหนดผู้รับผิดชอบและตัวชี้วัด
การติดตามและรายงาน
ติดตามสถานะความเสี่ยงและประสิทธิภาพของมาตรการจัดการอย่างสม่ำเสมอรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการบริษัทตามลำดับ

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

บริษัทฯ ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศโดยอ้างอิงตามคำแนะนำ ของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ใน 4 เสาหลัก (Governance, Strategy, Risk Management, Metrics & Targets) และเตรียมความพร้อมในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐาน IFRS S2 Climate-related Disclosures ที่ออกโดย International Sustainability Standards Board (ISSB) ภายใต้กรอบเวลาที่ ก.ล.ต. ประเทศไทย จะกำหนดบังคับใช้ในอนาคต

โครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Governance Structure)

บทบาทหน้าที่
  • คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่กำหนดทิศทางและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ พิจารณาอนุมัตินโยบาย Climate Change กลยุทธ์ Net Zero และเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงพิจารณาประเด็นความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  • คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมี คุณพิเศษ จียาศักดิ์ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้รับผิดชอบสูงสุด ด้านการกำกับดูแลประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับคณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่กลั่นกรองและทบทวนนโยบาย กลยุทธ์ และผลการดำเนินงานด้าน Climate Change ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริษัท
  • ฝ่ายจัดการ กรรมการผู้อำนวยการ (CEO) นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในการขับเคลื่อนแผนและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในระดับฝ่ายจัดการ และแต่งตั้งคุณขมาภรณ์ ธัมพิพิธ รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน (CFO) ดำรงตำแหน่งประธานคณะทำงานพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคณะทำงานมีหน้าที่ติดตาม รายงานความคืบหน้า และผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงการบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน และคณะกรรมการบริษัท อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อสนับสนุนให้คณะกรรมการบริษัทสามารถกำกับดูแลทิศทางเชิงกลยุทธ์ ผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัทฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • คณะทำงานการพัฒนธุรกิจอย่างยั่งยืน ดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบาย และแผนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน รวมรวมข้อมูล ตัวชี้วัดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดทำรายงานผลการดำเนินงานเสนอผู้บริหารจัดทำ One Report ส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะ สร้างความรู้ความเข้าใจด้าน ESG แก่บุคลากร
ความถี่ของการรายงาน
  • รายงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • รายงานต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปีละ 2 ครั้ง
  • รายงานต่อกรรมการผู้อำนวยการ ผ่านการประชุมบริหารความเสี่ยงองค์กร ทุกไตรมาส
  • รายงานต่อสาธารณะผ่าน 56-1 One Report รายงานประประจำปี
  • รายงานผ่านเว็บไซด์ความยั่งยืน Update กิจกรรมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะบูรณาการตัวชี้วัดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-related KPIs) เข้าสู่กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้อง โดยได้กำหนดให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในขอบเขต Scope 1 และ Scope 2 รวมถึง ความคืบหน้าของการดำเนินงานตามแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักขององค์กร (KPIs) โดยผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดด้านสภาพภูมิอากาศดังกล่าว จะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาค่าตอบแทนผันแปรของกรรมการผู้อำนวยการ (CEO) และรองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน (CFO) ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืน ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้อง ตามกรอบนโยบายค่าตอบแทนและการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งจะถูกกำหนดและ ทบทวนโดยคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน (NRC) เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบของผู้บริหารในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศของบริษัท


กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตาม TCFD และ IFRS S2 โดยอ้างอิงกรอบ IPCC Shared Socioeconomic Pathways (SSPs) ที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงิน ครอบคลุมการให้บริการทางการแพทย์และการปฏิบัติงานสนับสนุนทั้งหมด โดยกำหนดขอบเขตระยะเวลาการประเมินผลกระทบออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระยะสั้น , ระยะกลาง , และ ระยะยาว

การวิเคราะห์สถานการณ์จำลองสภาพภูมิอากาศ (Climate Scenario Analysis)

บริษัทได้ทำการประเมินสถานการณ์จำลองสภาพภูมิอากาศ (Climate Scenario Analysis) ทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) 2 สถานการณ์หลัก โดยอ้างอิงกรอบมาตรฐาน Taskforce on Climate related Financial Disclosures (TCFD) และ IFRS S2 Climate-related Disclosures เพื่อประเมินผลกระทบของความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศต่อธุรกิจ กลยุทธ์ และการวางแผนทางการเงิน ดังนี้

1. สถานการณ์ SSP1-2.6 (Low Carbon Scenario / Transition Risks)

สถานการณ์ที่โลกสามารถจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่าตามความมุ่งมั่นในระดับนานาชาติ ซึ่งเน้นหนักไปที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (กฎระเบียบและนโยบายคาร์บอนต่ำ)

ลักษณะสำคัญ ผลกระทบต่อธุรกิจ การปรับตัวของบริษัท
  • มีการกำหนดนโยบายคาร์บอนต่ำที่เข้มงวด เช่น ภาษีคาร์บอน มาตรการประหยัดพลังงาน
  • ผู้บริโภคและนักลงทุนให้ความสำคัญกับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
  • เทคโนโลยีสะอาดมีต้นทุนลดลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากภาษีคาร์บอนและค่าปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยหากมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่ 450 บาท/ตัน จะมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 5.8 ล้านบาท/ปี (จากฐานการปล่อย 12,889 tCO2e ในปี 2568 และเทียบเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.5 ของ EBITDA ปี 2568) หากไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซฯ ได้
  • ความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น สร้างโอกาสทางธุรกิจ
  • ต้นทุนทางการเงินลดลง หากสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) โดยคาดว่าจะลดต้นทุนทางการเงินลงได้ร้อยละ 0.5-1.0 ต่อปี หรือประมาณ 2-4 ล้านบาท ต่อปี
  • เร่งดำเนินการตาม Decarbonization Roadmap เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • พัฒนาบริการ Telemedicine และ Digital Health เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
  • ขอรับการรับรอง Green Building และส่งเสริม Green Procurement
2. สถานการณ์ SSP5-8.5 (Business as Usual - BAU / Physical Risks)

สถานการณ์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เน้นความเสี่ยงทางกายภาพที่รุนแรง

ลักษณะสำคัญ ผลกระทบต่อธุรกิจ การปรับตัวของบริษัท
  • ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น (อุทกภัย คลื่นความร้อน ภัยแล้ง)
  • โรคระบาดและโรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น
  • ทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำ พลังงาน) มีความผันผวนและขาดแคลน
  • ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมภายใต้สถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงสูงสุด (Maximum Loss Scenario) มูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอยู่ในช่วงประมาณ 50–150 ล้านบาท
  • การหยุดชะงักของธุรกิจ จากเหตุการณ์ภัยพิบัติและการอพยพผู้ป่วย ส่งผลให้สูญเสียรายได้ประมาณ 10-15 ล้านบาท/วัน
  • ต้นทุนพลังงานและน้ำเพิ่มขึ้น จากความต้องการใช้ที่สูงขึ้นและภาวะขาดแคลน โดยค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปามีแนวโน้มสูงขึ้นร้อยละ 5-10 ต่อปี ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนดำเนินงานรวม 3-6 ล้านบาท
  • ปริมาณผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จากโรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (โรคระบบทางเดินหายใจ โรคติดต่อนำโดยแมลง)
  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อภัยพิบัติ (ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบสำรองไฟฟ้า)
  • จัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ให้ครอบคลุมสถานการณ์ Climate Disruption และฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ
  • จัดทำประกันภัยที่ครอบคลุมความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ
  • เตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจากโรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

กลยุทธ์องค์กร

บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน (4 Pillars Strategy) เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กรในระยะยาวในการรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้สถานการณ์จำลองสภาพภูมิอากาศข้างต้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

1
กลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อมของบริษัทครอบคลุมการปล่อยในขอบเขต Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
แนวทางการดำเนินงาน
  • ขยายการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) อย่างต่อเนื่อง
  • ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ให้เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง
  • วางแผนกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Price) ที่ระดับ 450 บาทต่อ tCO₂e เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการประเมินโครงการลงทุนใหม่
  • ส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Supply Chain) โดยเริ่มจากคู่ค้าหลัก
2
กลยุทธ์การปรับตัวและสร้างความยืดหยุ่น
เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สามารถให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง
แนวทางการดำเนินงาน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม
  • จัดให้มีระบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่มีเสถียรภาพสูง (Generator) เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • จัดทำและทดสอบแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ผ่านการซ้อมสถานการณ์จำลองเป็นประจำทุกปี
  • พิจารณาจัดทำประกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3
กลยุทธ์การแพทย์ยั่งยืนและนวัตกรรม
พัฒนากระบวนการรักษาพยาบาลและการให้บริการทางการแพทย์ที่คำนึงถึงความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย
แนวทางการดำเนินงาน
  • พัฒนาระบบให้คำปรึกษาทางการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และบริการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (At-home Care) เพื่อลดการเดินทาง
  • นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
  • ส่งเสริมระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล (Digital Health) และการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ
  • ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา (Healing Environment) โดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
4
กลยุทธ์การมีส่วนร่วมและธรรมาภิบาล
ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
แนวทางการดำเนินงาน
  • ดำเนินนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement Policy)
  • ขับเคลื่อนโครงการ PR9 GO Green และ Care the Bear เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ
  • เปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบการรายงานสากล เช่น TCFD และ GRI
  • กำหนดตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental KPIs) และเชื่อมโยงกับระบบค่าตอบแทนผู้บริหาร

กลยุทธ์ข้างต้นไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) ตามกรอบ TCFD เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Efficiency) และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยและนักลงทุนว่า บมจ. โรงพยาบาลพระรามเก้า เป็นสถานพยาบาลชั้นนำที่พร้อมเติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


การบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ

ผลการประเมินความเสี่ยงและโอกาสตามกรอบ TCFD และ IFRS S2

บริษัทฯ ได้ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์ภูมิอากาศภายใต้สมมติฐาน SSP1-2.6 (Low Emission Scenario) : สถานการณ์ที่โลกสามารถจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่า ตามความมุ่งมั่นในระดับนานาชาติ ซึ่งเน้นหนักไปที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (ในด้านกฎระเบียบและนโยบายคาร์บอนต่ำ) และ SSP5-8.5 (High Emission Scenario) : สถานการณ์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเน้นความเสี่ยงทางกายภาพที่รุนแรง โดยมีผลการประเมินความเสี่ยง ดังนี้

การประเมินโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตาม TCFD และ IFRS S2

ผลการดำเนินงานการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิปี 2565-2568
หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
หมายเหตุ: ข้อมูลปี 2565-2568 ได้รับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรระยะสั้น เทียบกับปีก่อนหน้า
(ปี 2568 เทียบปี 2567 YoY)
  • SCOPE I และ II -0.4%
  • SCOPE III +12.6%
  • Total +5.3%
ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรระยะกลาง เทียบกับปีฐาน
(ปี 2568 เทียบปีฐาน 2565)
  • SCOPE I และ II +7.3%
  • SCOPE III +16.2%
  • Total +11.3%
อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อวันนอนผู้ป่วยรวม
หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/วันนอนผู้ป่วยรวม
ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรระยะสั้น เทียบกับปีก่อนหน้า
(ปี 2568 เทียบปี 2567 YoY)
  • SCOPE I และ II -3.7%
  • SCOPE III +8.9%
  • Total +1.9%
ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรระยะกลาง เทียบกับปีฐาน
(ปี 2568 เทียบปีฐาน 2565)
  • SCOPE I และ II +15.8%
  • SCOPE III +25.4%
  • Total +20.2%
อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้รวม
หน่วย : ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/รายได้รวม (ล้านบาท)
ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ระยะสั้น เทียบกับปีก่อนหน้า
(ปี 2568 เทียบปี 2567 YoY)
  • SCOPE I และ II -12.6%
  • SCOPE III -1.1%
  • Total -7.5%
ผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรระยะกลาง เทียบกับปีฐาน
(ปี 2568 เทียบปีฐาน 2565)
  • SCOPE I และ II -16.6%
  • SCOPE III -9.7%
  • Total -13.5%

ในการดำเนินงานการวัดผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทได้กำหนดให้ปี 2565 เป็นปีฐานในการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการเปิดเผยข้อมูล โดยครอบคลุมอาคารปฏิบัติการจำนวน 4 อาคารประกอบด้วย อาคาร A อาคาร O อาคาร B และอาคาร D โดยได้คำนวณในสามรูปแบบ ได้แก่ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิตามวิธี Absolute Emission ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อวันนอนผู้ป่วยรวมตามวิธี Economic Intensity Approach และในปีนี้ได้มีการเพิ่มเติมการเปิดเผย ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้รวม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยชี้วัดสำหรับการเปิดเผยให้สอดคล้องต่อการเปิดเผยข้อมูลก๊าซเรือนกระจกในระดับสากลอย่าง (Global Report Initiative: GRI) มากยิ่งขึ้น โดยการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ต่อเนื่องมาเป็นปีที่สี่

โดยในผลการดำเนินงานของปี 2568 เทียบกับปีฐาน 2565
  • บริษัทมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3
  • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อวันนอนผู้ป่วยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2
  • ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้รวมลดลงร้อยละ 13.5
  • จำแนกการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปี 2568
  • Scope I เท่ากับ 604 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • Scope II เท่ากับ 6,213 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • Scope III เท่ากับ 6,072 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ในปี 2568 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม (GHG) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.3 เมื่อเทียบกับปีฐาน โดยมีสาเหตุหลักจากการขยายการให้บริการทางการแพทย์และจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับบริการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้รวมยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทฯ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ตามหมวดหมู่

หมวดหมู่ GHG (tCO2e) หมายเหตุ
2565 2566 2567 2568
1. การจัดซื้อสินค้าและบริการ 1,035.42 1,030.91 1,036.05 1,090.76
2. สินค้าทุน 95.32 81.89 96.07 778.63 จำนวนเงินที่ใช้การซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สูงขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนค่า EF ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด
3. กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงและพลังงาน 1,197.33 1,243.89 1,284.00 1,090.66
4. การขนส่งและการกระจายสินค้า (ต้นน้ำ) 66.35 37.42 129.8 177.84
5. ของเสียจากการดำเนินงาน 717.43 272.79 643.58 623.33
6. การเดินทางที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 2.87 8.79 8.75 15.87
7. การเดินทางมาทำงานของพนักงาน 2,881.23 1,203.89 1,817.98 656.73 มีผู้ตอบแบบสอบถามการเดินทางต่างจากเดิม โดยมีรูปแบบการเดินทางด้วยการเดินและการใช้รถจักรยานยนต์สูงขึ้น (รถส่วนตัวน้อยลง)
8. สินทรัพย์เช่า (ต้นน้ำ) 38.45 22.36 10.62 9.69
9. การขนส่งและการกระจายสินค้า (ปลายน้ำ) 2,261.94 2,325.94 2,417.73 2,699.92
10. การแปรรูปสินค้าที่ขาย ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้อง
11. การใช้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย 0.14 0.05 0.13 0.18
12. การจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน 12.13 42.23 10.87 10.62
13. สินทรัพย์เช่า (ปลายน้ำ) 916.42 786.50 801.47 795.91
14. แฟรนไชส์ ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้อง
15. การลงทุน 0.03 0.03 0.03 0.03
หมายเหตุ: บริษัทได้ประเมินความนัยสำคัญ (Materiality Assessment) และพบว่ารายการที่แสดงในตารางซึ่งระบุว่า “ไม่เกี่ยวข้อง” อยู่นอกเหนือขอบเขตกิจกรรมหลักหรือมีสัดส่วนผลกระทบอย่างไม่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจโรงพยาบาล ทั้งนี้ บริษัทกำหนดให้มีการทบทวนความเหมาะสมของขอบเขตการรายงานเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนข้อเท็จจริงตามมาตรฐานสากลและบริบทการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินตามแนวทางขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) โดยข้อมูลได้รับการทวนสอบจากบริษัท LRQA (Thailand) Limited สำหรับปี 2565–2567 และจากบริษัท NPC Safety and Environmental Service Co., Ltd. สำหรับปี 2568

การใช้ก๊าซ (หน่วย : KG) 2565 2566 2567 2568
Nitrous Oxides (Nox) 250 300 275 825
Sulphur Oxide (Sox) 0 0 0 0
Volatile Organic Compounds (VOCs) 0 0 0 0

แนวทางพัฒนาและจัดการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผลลัพธ์จากการประชุมรัฐภาคีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ครั้งที่ 28 หรือ COP28 ได้เพิ่มแรงกดดันและเร่งการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเร่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งมีเป้าหมายในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในศตวรรษนี้ให้น้อยกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

เส้นทางสู่ Net Zero (Net Zero Pathway)

บริษัทฯ มีการตั้งเป้าหมายการดำเนินงานครอบคลุมทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ผ่านการกำหนดกลยุทธ์ทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องตามมาตรฐานสากล TCFD, SBTi, IFRS S1 และ S2 มาใช้ในการกำกับดูแล วางกลยุทธ์ และจัดทำแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เห็นถึงการปรับตัวต่อผลลัพธ์อย่างทันท่วงทีและต่อยอดไปถึงความยั่งยืนระยะยาวได้ในที่สุด

ดูภาพใหญ่
ระยะสั้น (ปี 2571)
เป้าหมาย : ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ (Scope 1, 2 และ 3) ร้อยละ 5 เทียบจากปีฐาน 2565
  • ติดตั้งระบบ Solar Rooftop สำหรับอาคาร B และ C (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • ปรับเปลี่ยนระบบทำความเย็นในอาคาร B จาก Split Type เป็น Chiller Water System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
  • ติดตั้งระบบ VRV ทดแทน Split Type ในอาคาร A เพื่อลดการใช้พลังงาน
  • ติดตั้งระบบ Solar Cell สำหรับระบบบำบัดน้ำเสีย
  • ศึกษาแนวทางเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทย (T-VER)
  • ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการ Science Based Targets initiative (SBTi Commitment)
ระยะกลาง (ปี 2580)
เป้าหมาย : ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ (Scope 1, 2 และ 3) ร้อยละ 40 เทียบจากปีฐาน 2565
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่าน Solar Energy และ Renewable Energy Certificate (REC) / Power Purchase Agreement (PPA)
  • ปรับเปลี่ยนสารทำความเย็นเป็นชนิด Low GWP (Global Warming Potential) ทั่วทั้งองค์กร
  • ประกาศใช้นโยบาย Green Procurement Policy เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 พร้อมดำเนินโครงการ Supplier Decarbonization
  • ติดตั้งระบบ Building Management System (BMS) อย่างครบวงจรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน
  • ได้รับการรับรองเป้าหมายระยะสั้นจาก SBTi (SBTi Near-term Target)
  • จัดทำแผน Decarbonization Roadmap ฉบับสมบูรณ์
ระยะยาว (ปี 2593)
เป้าหมาย : ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ (Scope 1, 2 และ 3) มากกว่าร้อยละ 90 (Net Zero 2050)
  • ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในทุกอาคาร เพื่อทดแทนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว เช่น LEED หรือ TREES
  • ชดเชยการปล่อยคาร์บอนส่วนที่เหลือผ่านโครงการ Carbon Removal เช่น โครงการปลูกป่า ภายใต้มาตรฐาน T-VER
  • ได้รับการรับรอง SBTi Long-term Net Zero
  • มุ่งสู่การได้รับการรับรอง Net Zero Verification ก่อนปี พ.ศ. 2593
* แผนงานได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน CG และ คณะกรรมการบริษัท (Board) เมื่อวันที่ 12 พ.ค.69
การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร และการซื้อคาร์บอนเครดิต

บริษัทฯ ได้เริ่มศึกษาการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กรไว้ที่ 450 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพื่อใช้เป็นเครื่องมือประเมินความคุ้มค่าการลงทุนด้านพลังงานและโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงตามกรอบ TCFD โดยอ้างอิงจากราคาซื้อขายเฉลี่ยในตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทย (T-VER) ปี 2567 ซึ่งมีการปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของภาคเอกชนในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยช่วงราคาในปี 2567 อยู่ที่ 400 ถึง 600 บาท ต่อตันคาร์บอน เพื่อใช้เป็นหนึ่งในแนวทางในการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว และเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายภาษีคาร์บอนในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการจัดซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศไทย จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) เพื่อนำมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนที่ไม่สามารถลดได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน (Residual Emissions) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานบริหารความเสี่ยงและนโยบายความยั่งยืนของบริษัท โดยข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจวางกลยุทธ์ในการจัดการคาร์บอนเครดิต ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดซื้อ การจำหน่าย หรือการพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

พนักงาน
พนักงาน
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
ผู้รับบริการ
ผู้รับบริการ
คู่ค้า
คู่ค้า
ชุมชนและสังคม
ชุมชนและสังคม
คู่แข่ง
คู่แข่ง